Advertisement

จะเข้ พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย เสฯ   
Monday, 14 February 2011



        “จะเข้” เป็นเครื่องดนตรีไทย ประเภทเครื่องดีด บรรเลงโดยการวางดีดตามแนวนอน สารานุกรมศัพท์ดนตรีไทยของราชบัณฑิตยสถานได้กล่าวถึงจะเข้ไว้ว่า “เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีดสันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากมอญ ทำเป็นรูปร่างเหมือนจระเข้ทั้งตัว มีสายขึงดีดอยู่ด้านบน”


        ตัวของจะเข้นั้นทำด้วยไม้ท่อนขุดเป็นโพรงอยู่ภายใน นิยมใช้ไม้แกนขนุนเพราะให้เสียงกังวานดี ด้านล่างเป็นพื้นไม้ โดยมากใช้ไม้ฉำฉา เจาะรูไว้เพื่อให้เสียงออกดีขึ้น มีเท้าติดอยู่กับพื้นไม้ด้านล่างตัวทั้งหมด ๕ เท้า อยู่ทางด้านที่เป็นกระพุ้งหรือด้านขวามือของผู้บรรเลง ๔ เท้า และด้านรางไหมหรือด้านซ้ายมือของผู้บรรเลงอีก ๑ เท้า


        จะเข้นั้น มีสาย ๓ สาย คือ สายที่อยู่ชิดทางด้านนอกตัวเรียกว่าสายเอก นิยมทำด้วยเอ็นหรือไหม  สายถัดมาอยู่ตรงกลาง เรียกว่าสายทุ้ม ซึ่งก็ทำด้วยสายเอ็นหรือไหมเช่นเดียวกัน ส่วนสายในสุดด้านติดผู้บรรเลง ทำด้วยลวดทองเหลือง เรียกว่าสายลวด สายทั้ง ๓ สายนั้นขึงจากหลักที่อยู่บนด้านที่เป็นกระพุ้งของตัวจะเข้ พาดผ่านทับบนโต๊ะ (ทำด้วยกล่องทองเหลืองลักษณะกลวง) แล้วขึงไปพาดกับหย่องและสอดผ่านรางไหมลงไปพันกับก้านลูกบิดที่อยู่ทางด้านท้ายของตัวจะเข้ สายแต่ละสายจะพันอยู่กับลูกบิดสายละอัน


 


        โต๊ะทำหน้าที่ขยายเสียงของจะเข้ให้คมชัดขึ้น โดยเมื่อนำชิ้นไม้ไผ่เล็ก ๆ ที่เหลาให้แบน ที่เรียกว่าแหน สอดเข้าไประหว่างสายจะเข้และผิวด้านบนของโต๊ะให้พอดีได้ส่วนกันจะช่วยทำให้เกิดเสียงกังวานอย่างที่เรียกว่า “กินแหน


        ระหว่างรางด้านบนของจะเข้กับสายจะเข้จะมีชิ้นไม้ทำเป็นสันหนาเรียกว่านม ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น ๑๑ นม วางเรียงไปตามแนวยาวเพื่อใช้รองรับการกดจากนิ้วมือขณะที่ทำการบรรเลง นมนี้จะมีขนาดสูงต่ำลดหลั่นกันไป และเมื่อกดในขณะบรรเลง ก็จะทำให้เสียงที่ได้มีเสียงสูง - ต่ำต่างกันไป นมที่ทำให้เกิดเสียงสูงจะอยู่ค่อนไปทางด้านกระพุ้งของจะเข้หรือทางด้านขวามือของผู้บรรเลง


        เวลาดีดจะเข้ จะใช้ไม้ดีดที่ทำด้วยงาหรือเขาสัตว์กลึงเป็นท่อนกลมและมีปลายเรียวแหลมมนปัดสายไปมา (คล้าย pick ที่ใช้ในการดีดกีตาร์) ไม้ดีดนี้จะต้องพัน (หรือเรียกว่าการ “เคียน”) ติดกับนิ้วชี้ในมือขวาให้แน่นขณะที่ทำการบรรเลง ส่วนมือซ้ายใช้สำหรับกดนิ้วลงบนสายจะเข้ถัดจากนมไปข้างซ้ายนิดหน่อยเพื่อเปลี่ยนให้เกิดเสียงสูงต่ำตามที่ต้องการ




        การเทียบเสียงจะเข้นั้น สำหรับสายเอกเมื่อดีดสายเปล่า (ไม่ได้ใช้นิ้วกดลงบนนมใดนมหนึ่ง) จะเท่ากับเสียงโด (ซึ่งเป็นเสียงหลัก หรือ Tonic ของดนตรีตะวันตก) หรือเสียงที่ ๑ ของทางเพียงออบน (ตรงกับลูกฆ้องลูกที่ ๖ และ ๑๓ ของฆ้องวงใหญ่) ดังนั้น เมื่อกดที่นมที่ ๑ ก็จะได้เสียงเร และกดนมสุดท้ายก็จะได้เสียงซอลสูง ส่วนการเทียบสายลวดนั้น สายเปล่าก็จะเป็นเสียงโดต่ำ ซึ่งเป็นคู่แปดกับเสียงสายเอกสายเปล่า สำหรับการเทียบสายทุ้มนั้น จะเทียบให้ต่ำกว่าสายเอกสายเปล่า ๔ เสียง หรือได้แก่เสียงซอลต่ำนั่นเอง


        จะเข้เป็นเครื่องดนตรีที่เก่าแก่ชิ้นหนึ่งของไทยที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดขึ้นในสมัยใด แต่น่าจะมีวิวัฒนาการมาจากพิณ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าจะเข้นั้นเดิมเป็นเครื่องดนตรีของชนชาติมอญ และได้เข้ามาสู่สยามประเทศในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีหลักฐานว่าสมัยกรุงศรีอยุธยาได้มีจะเข้เกิดขึ้นแล้ว ดังในกฎมนเทียรบาลระบุว่า “...ห้ามร้องเพลงหรือ เป่าขลุ่ย เป่าปี่ สีซอ ดีดกระจับปี่ ดีดจะเข้ ตีโทนทับในเขตพระราชฐาน...” หรือในในมหาชาติคำหลวง กัณฑ์มหาราชมีข้อความตอนหนึ่งว่า “...แจรงทรอทรไนสารนยงยิ่ง จเข้ดิ่งสารสวรรค์...” แต่หน้าตาของจะเข้สมัยนั้นจะเหมือนในปัจจุบันหรือไม่ อย่างไร ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้


        จะเข้นั้น เดิมนิยมใช้ในการบรรเลงเดี่ยว ต่อมาได้นำมาบรรเลงประสมอยู่ในวงเครื่องสายและมโหรีตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ เป็นต้นมา และเนื่องจากให้เสียงที่ดีกว่าและเล่นได้สะดวกกว่ากระจับปี่ จึงทำให้จะเข้เป็นที่นิยม และแทนที่กระจับปี่ในเวลาต่อมา




        ศิลปินที่เชี่ยวชาญและชื่อเสียงในด้านการบรรเลงจะเข้ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นั้นมีมากมายหลายท่าน อย่างที่บอกเล่ากันปากต่อปาก เช่นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งผู้ที่ถือว่ามีชื่อเสียงในการบรรเลงจะเข้ ก็เช่น พระราชชายาเจ้าดารารัศมี เจ้าบัวชุม เจ้าบุญปั่น ฯลฯ แต่หลักฐานสำคัญที่เกี่ยวกับจะเข้ อย่างเป็นทางการ คือ หลักฐานที่ปรากฎในทะเบียนข้าราชการของกรมมหรสพในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ซึ่งปรากฏนามศิลปินในราชสำนักที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ท่านหนึ่งนามว่า หลวงว่องจะเข้รับ (โต กมลวาทิน) ซึ่งเมื่อศึกษาจากเอกสารต่าง ๆ ย้อนไปทำให้ทราบว่า ท่านได้ศึกษาวิชาการดีดจะเข้มาจากโบราณจารย์และเป็นศิษย์คนหนึ่งของพระยาประสานดุริศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) เจ้ากรมพิณพาทย์หลวง มีฝีมือดีจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์หลวงว่องจะเข้รับ ต่อมาท่านได้ถ่ายทอดวิชาการดีดจะเข้ให้กับครูชุ่ม  กมลวาทินผู้เป็นน้องชาย และครูจ่าง แสงดาวเด่น ลูกศิษย์คนสำคัญที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักดีดจะเข้ฝีมือดีมากที่สุดคนหนึ่งของวงเครื่องสายราชสำนักของรัชกาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗ นอกจากนี้ ยังมีนักดีดจะข้ฝีมือดีอีกหลายท่าน อาทิ  ครูแสวง อภัยวงศ์ ที่ได้รับการยกย่องและยอมรับอีกเช่นกัน ต่อมาท่านทั้งหลายนี้ได้ถ่ายทอดวิชาการดีดจะเข้ให้ครูระตี วิเศษสุรกานต์ จนมีความสามารถและได้รับยกย่องว่าเป็นนักดีดจะเข้หญิงฝีมือเอกของประเทศ นอกจากนี้ ในยุคเดียวกับครูระตีนั้น ก็ยังมีมือจะเข้ที่มีชื่อเสียงอีกหลายท่าน เช่น ครูทองดี สุจริตกุล, ครูนิภา อภัยวงศ์, ครูแอบ ยุวณวณิช ,นางมหาเทพกษัตริย์สมุห (บรรเลง สาคริก) ฯลฯ (มีอีกมากมายหลายท่านที่ไม่ได้กล่าวไว้ ณ ที่นี้)


        และในยุคหลังต่อมา ครูจะเข้ที่มีชื่อเสียงก็เช่น ครูสุธารณ์ บัวทั่ง, ครูสหรัฐ จันทร์เฉลิม, ครูศิวศิษย์ (บัญชา) นิลสุวรรณ, ครูปกรณ์ รอดช้างเผื่อน, ครูอาทร ธนวัฒน์, ครูศักรินทร์ สู่บุญ, ครูขำคม พรประสิทธิ์ ครูจารุวรรณ ปฐมปัทมะ ฯลฯ (มีอีกมากมายหลายท่านที่ไม่ได้กล่าวไว้ ณ ที่นี้) ซึ่งอาจารย์แต่ละท่านล้วนแล้วแต่ได้รับการถ่ายทอดวิชาการบรรเลงจะเข้มาจากครูยุคก่อนทั้งสิ้น และครูแต่ละท่านที่กล่าวมานี้ ต่างก็ได้ถ่ายทอดวิชาการบรรเลงจะเข้ให้กับเด็กในยุคปัจจุบันให้มีความสามารถและชื่อเสียงอีกมากมาย




        และเมื่อกล่าวถึงครูจะเข้ไปแล้ว บุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งที่จะเว้นไว้ไม่กล่าวถึงเสียไม่ได้ ก็คือ ช่างทำจะเข้ ช่างทำจะเข้ตั้งแต่อดีตและปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันหลายท่าน แต่ละท่านต่างก็มีรูปแบบและขั้นตอนพิเศษในการทำจะเข้ที่แตกต่างกันไป ซึ่งทำให้ได้จะเข้ที่สวยงามและมีคุณภาพเสียงที่แตกต่างกันไป


        ช่างทำจะเข้คนสำคัญท่านหนึ่งในยุคนี้ ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วในยุทธจักรจะเข้ ก็คือ ครูเอื้อ ฉัตรเฉลิม





ขั้นตอนวิธีการทำจะเข้  


        ครูเอื้อ  ฉัตรเฉลิม  อายุ ๘๒ ปี  (พ.ศ.๒๕๔๖)  อยู่บ้านเลขที่  ๖๙๐  ซอยจงประสาน      ต.บ้านโขด อ.เมือง  จ.ชลบุรี  ครูไม่มีลูก  มีแต่หลานเท่านั้นที่อาศัยอยู่ด้วย ท่านจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จากโรงเรียนชลราษฎรอำรุง แล้วต่อมาเป็นทหารเรือ ท่านเริ่มเล่นจะเข้เมื่อมาเป็นทหารเรือ และได้ร่วมบรรเลงในวงเครื่องสาย  หลังจากนั้นก็เกิดแรงบันดาลใจ ในการทำจะเข้เป็นอาชีพหลักขึ้นมาโดยเริ่มศึกษาจากการสังเกตด้วยตนเอง ท่านเริ่มทำจะเข้ตั้งแต่อายุ ๓๐ ปี  โดยใช้เวลาในการทำจนชำนาญ  ๒๐  กว่าปี  จนทำเป็นอาชีพหลักได้  โดยจะเข้ที่ได้ส่วนใหญ่เสียงจะไล่เลี่ยกันทั้งหมด และทำเป็นงานฝีมือ ดังนั้นจะเข้ที่ได้จะสวยงามและเสียงไพเราะมาก ครูเอื้อสืบทอดการทำจะเข้ให้กับหลาน


        ครูเอื้อได้เล่าถึงขั้นตอนการทำจะเข้ว่า มีความสำคัญในทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้จะเข้ที่รูปสวยเสียงดี ไม่ว่าจะเป็นการเลือกไม้ การตากไม้ การขุด ไปจนถึงการประกอบและเทียบเสียง


        ไม้ที่ใช้ในการทำจะเข้ได้แก่ ไม้ขนุน โดยไม้ขนุนที่เป็นที่นิยมว่าใช้ทำจะเข้ได้ดี ได้แก่ ไม้ขนุนที่ขึ้นในพื้นที่ชายทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออก เช่น ที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีไม้ขนุนมากแถบบางพระ ศรีราชา และสัตหีบ ไม้ขนุนที่นำมาใช้ในการทำจะเข้ ต้องเป็นไม้ขนุนที่แก่เต็มที่จนมีแก่น จึงจะได้เนื้อไม้ที่แกร่ง ทำให้ได้เสียงที่ไพเราะ และการใช ้ไม้ขนุนทำจะเข้นั้นจะพบว่าในระยะแรกๆ เนื้อไม้จะมีสีเหลือง เมื่อทิ้งไว้นานวันสีของเนื้อไม้จะกลายเป็นสีแดงคล้ำ เป็นมันขึ้นทำให้เกิดความสวยงาม ซึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะไม้ขนุนเป็นไม้ที่มียางนั่นเอง


      การประกอบจะเข้นั้น เริ่มจากนำแก่นไม้ขนุนมาตัดเป็นแผ่นตัดให้ได้ขนาดใกล้เคียงกับขนาดของจะเข้ที่ต้องการ ๑ แก่นหรือ ๑ ต้น ต่อจะเข้ ๑ ตัว นำมาตากแดดให้แห้งสนิท แล้ววางซ้อนกันเพื่อไม่ให้ไม้งอตัว




        นำไม้แก่นขนุนที่ตากแห้งแล้ว มาทาบกับกระสวนหรือแบบ ลากเส้นตามแบบ ใช้เลื่อยเลื่อยให้ได้รูปตามแบบ แบบจะเข้ที่นิยมใช้กันมาก ได้แก่ หุ่นใบมะยม และหุ่นใบขนุน ทั้งนี้แล้วแต่ผู้ออกแบบจะออกแบบหุ่นเป็นทรงใด เช่นหุ่นใบขนุน จะมีลักษณะป้อม เป็นหุ่นของครูแสวง อภัยวงศ์ หุ่นใบมะยมจะมีลักษณะเรียว เป็นหุ่นของครูจิต เป็นต้น ส่วนจะเข้ของครูเอื้อเองนั้นจะเป็นแบบหุ่นใบขนุน




        นำไม้ขนุนที่ตัดเป็นแบบไว้แล้วมาขุดดังภาพ ทำคิ้วรางนม ช่องใส่รางไหม และเท้าไปพร้อมๆกัน ขั้นนี้ยังเป็นงานหยาบอยู่มาก เสร็จแล้วนำมาเก็บให้แห้งสนิทจริงๆ อีก ๑ ปี เพื่อรอการตบแต่ง




        เมื่อเก็บไว้จนครบ ๑ ปี (เป็นอย่างน้อย) ก็จะนำจะเข้มาตบแต่งอีกทีในขั้นละเอียด ขั้นนี้ต้องขุดตัวจะเข้ให้หนาบางพอเหมาะ มิฉะนั้นเสียงที่ได้อาจไม่ดี




        จะเข้ที่ขุดและตบแต่งอย่างสมบูรณ์แล้ว จะถูกนำมาเก็บไว้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อรอการประกอบเข้ากับส่วนประกอบชุดอื่น




        นำจะเข้มาขัด ชัคเงา ลงแลคเกอร์ให้สวยงามจับตา



        นำจะเข้และส่วนประกอบทั้งหมดมาประกอบติดตั้งเข้าด้วยกัน




        นำจะเข้ที่ติดส่วนประกอบอย่างสมบูรณ์ มาปิดท้องด้วยไม้ฉำฉาพร้อมฉลุลาย




        จะเข้ที่ทำเสร็จแล้ว จะเห็นว่ามีขนาดเดียวแต่มีหลายสี เพราะไม้ขนุนมีคุณสมบัติพิเศษ ยิ่งนานวันก็จะยิ่งเปลี่ยนสีให้เข้มขึ้น




        จะเข้ไม้ขนุนสีอ่อน ที่ถือว่าแพงมาก เนื่องจากได้อวดลวดลายของเนื้อไม้ได้อย่างเต็มที่ ราคาจึงสูงกว่าของสีอื่น





เทคนิคการทำจะเข้ของครูเอื้อ


 เพื่อให้ได้จะเข้ที่มีเสียงไพเราะหรือดังในการทำจะเข้ก็คือ


๑. การติดตั้งนมต้องตั้งให้ถูกตำแหน่ง ถ้าติดตั้งไม่ถูกตำแหน่งเสียงที่ได้จะไม่เป็นเสียงที่ตรง กับเสียงสากล การติดตั้งนมให้ถูกตำแหน่งต้องเทียบตำแหน่งต้องเทียบเสียงกับเครื่องดนตรีไทยชิ้นอื่นๆ


๒. การติดตั้งหย่อง ตำแหน่งที่เหมาะสมจะ ทำให้สายเกิดการสั่นสะเทือนและให้เสียงที่ไพเราะ โดยให้มีขนาดของหย่องประมาณ ๐.๑ – ๐.๒ มิลลิเมตร ยาวประมาณ ๐.๕ เซนติเมตร


๓. ความหนาบางของตัวจะเข้ ถ้าการขุดตัวจะเข้ด้านล่างหนาเกินไปจะทำให้เสียงจะเข้ไม่ดังเท่าที่ควร


๔. ขนาดของนมจะเข้ ถ้าต่ำกว่าสายจะเข้มากเกินไป จะทำให้ผู้ดีดหนักแรงในการกดสายจะเข้ลงบนนมจะเข้


๕. ไม้ปิดท้อง ต้องมีความหนาพอเหมาะ ถ้าบางเกินไปเสียงจะกระพือไม่นุ่มนวล ถ้าหนาเกิน ไปเสียงจะไม่ดังเท่าที่ควร และต้องมีช่องระบายเสียงที่เหมาะสม

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 14 February 2011 )